รีวิวหนัง Batman The Dark Knight (2008) แบทแมน อัศวินรัตติกาล

รีวิวหนัง Batman The Dark Knight (2008) แบทแมน อัศวินรัตติกาล

สวัสดีค่ะและในวันนี้เราจะมา รีวิวหนัง Batman The Dark Knight (2008) แบทแมน อัศวินรัตติกาล เป็นภาพยนตร์แนวซูเปอร์ฮีโร่ อาชญากรรม และระทึกขวัญ เป็นภาพยนตร์ในชุดแบทแมน (Batman Trilogy) ลำดับที่ 6 นี่คือภาคต่อของภาคแรก (Batman Begins) ดูหนังชนโรง

โดยเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 2008 ซึ่งมีเนื้อหาที่ซับซ้อนและผสมดราม่าไว้เป็นอย่างมาก จึงได้รับคำวิจารณ์ที่ดีจากหลายสำนัก

โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นผลงานการครั้งสุดท้ายของ ฮีธ เลดเจอร์ ผู้รับบทเป็นโจ๊กเกอร์ซึ่งเสียชีวิตก่อนที่ภาพยนตร์จะออกฉาย

อีกทั้งแบทแมน อัศวินรัตติกาลยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 8 สาขาด้วยกันและได้รับรางวัลมา 2 สาขา ได้แก่ สาขาลำดับเสียงยอดเยี่ยม, สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จาก ฮีธ เลดเจอร์ ดาราผู้ล่วงลับไปก่อนที่ภาพยนตร์จะออกฉาย หนังอินดี้มาแรง

ส่วนเรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามต่อได้ที่รีวิวข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ

รีวิวหนัง Batman The Dark Knight (2008) แบทแมน อัศวินรัตติกาล

รีวิวหนัง Batman The Dark Knight (2008) แบทแมน อัศวินรัตติกาล ผลงานกำกับโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน

หนังในภาคต่อนี้ยังได้ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan)  ในการร่วมอำนวยการสร้าง ร่วมเขียนบทและกำกับเช่นเคย หลังจากที่ทำหนังภาคแรกออกมาในปี 2005 และสามปีถัดมา ก็ส่งภาคต่อออกมาให้แฟนๆที่รอคอย

ได้ติดตามชมกันอย่าง Batman The Dark Knight หลังจากทิ้งท้ายไว้ด้วยไพ่ใบหนึ่งที่เป็นที่มาของชื่อ “โจ๊กเกอร์” มาในภาคนี้วายร้ายนามนี้ก็ได้ปรากฏตัวสักที

เรียกได้ว่าน่าจะเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ในดวงใจของใครหลายๆคน จากผลงานกำกับของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ที่จะนำพาคนดูทะยานไปได้ไกลกว่าสิ่งที่เห็นเสมอ ซึ่งกับหนังชุด Batman นี้ก็ไม่ต่างกัน

เพราะหลังจากที่เขาได้พาเราไปสำรวจโลกของ Batman คนใหม่กันไปแล้ว มาภาคนี้ก็เป็นการยกระดับหนังยิ่งขึ้นไปอีก และไปได้ไกลกว่าภาคแรกเป็นอย่างมาก

ด้วยคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้ออย่าง โจ๊กเกอร์ ประกอบกับวายร้ายรายอื่นๆ ที่หนังมีพื้นที่ให้อย่างเต็มที่ เลยทำให้หนังภาคนี้กลายเป็น Batman ที่ครบเครื่องเข้มข้นมากเลยทีเดียว

รีวิวหนัง Batman The Dark Knight (2008) แบทแมน อัศวินรัตติกาล

กลับมาภาคนี้ คริสเตียน เบล (Christian Bale) ที่รับบทเป็น Batman ดูมีริ้วรอยบนใบหน้าเพิ่มเติมขึ้นมานิดหน่อย และยังมี ไมเคิล เคน (Michael Caine) ที่รับบทเป็น อัลเฟรด

คนสนิทคนเดิมคอยช่วยดูแลเขา ขณะที่ อารอน เอคฮาร์ท (Aaron Eckhart) อัยการเขตคนใหม่อย่าง ฮาร์วีย์ เดนท์ กำลังได้ เรเชล ดอว์ส ที่คราวนี้เปลี่ยนตัวนักแสดงจาก เคที โฮลมส์ (Katie Holmes) เป็น แมกกี จิลเลนฮอล (Maggie Gyllenhaal) ไปเป็นแฟน

ส่วน แกรี โอลด์แมน (Gary Oldman) ก็รับบทเป็น จิม กอร์ดอน เช่นเคย โดยในภาคนี้เขาได้กลายเป็นหัวหน้ากองปราบ ผู้รับรู้เรื่องการปล้นเงินของแก๊งมาเฟีย

และในหนังก็ได้เปิดเผยโฉมหน้าของ โจ๊กเกอร์ ว่ามีความประหลาดล้ำแค่ไหน กับหน้าจริงที่ทาสีเพิ่ม พร้อมกับรอยแผลเป็นที่มุมปาก ซึ่งเขาก็คือ ฮีธ เลดเจอร์ (Heath Ledger) ผู้จากไปนั่นเอง

เรื่องย่อ

หลังจากที่แบทแมนได้ร่วมมือกับสารวัตรเจมส์ กอร์ดอน ออกกวาดล้างเหล่าคนร้ายในเมืองก็อตแธม คุณภาพชีวิตของเมืองก็อตแธมก็ดีขึ้นมาก แต่ก็ยังมีชาวเมืองบางส่วนที่ไม่ชอบใจกับการกระทำของแบทแมน

เพราะดูเหมือนตั้งตนเป็นศาลเตี้ยเพื่อพิพากษาคนร้าย อย่างไรก็ตาม ก็อตแธมก็ได้วีรบุรษคนใหม่ที่เล่นตามกติกาของบ้านเมือง นั่นคือฮาร์วี่ย์ เดนท์ อัยการหนุ่มไฟแรงที่ไม่เกรงกลัวต่อผู้ร้ายหน้าไหน จนได้รับฉายาว่าเป็น “อัศวินขี่ม้าขาวแห่งก็อตแธม” (Gotham White Knight)

ขณะเดียวกันทางฝั่งของแก๊งต่างๆ ที่กำลังอยู่ไม่สุขเพราะโดนขัดขวาง ก็มีแผนใหม่ที่จะรับมือกับเหล่าวีรบุรุษ โดยการนำของโจ๊กเกอร์ ชายแต่งหน้าเป็นตัวตลกมีรอยแผลเป็นที่อาสาจะกำจัดแบทแมนให้โดยไม่เลือกวิธีการ

โดยโจ๊กเกอร์จัดการก่ออาชญากรรมและวินาศกรรมป่วนไปทั่วเมืองอย่างไม่สามารถคาดเดาได้และสังหารผู้บริสุทธิ์ไปหลายคน โดยเรียกร้องให้แบทแมนออกมาเผยโฉมหน้าของตัวเอง มิฉะนั้นจะต้องมีคนตายทุกวัน หลังจากหารือกันแล้ว บรูซ เวย์

ตัดสินใจจะเผยตัวจริงของตนเองต่อหน้าสื่อ แต่ฮาร์วี่ย์ เดนท์ กลับชิงแกล้งเผยตัวไปก่อนว่าตนเองคือแบทแมน และยอมโดนจับไปเพื่อให้โจ๊กเกอร์หยุดการก่อเหตุการณ์ที่ไม่สงบ

ซึ่งโจ๊กเกอร์ก็ได้วางแผนจับตัวเดนท์ไปในระหว่างการส่งตัวเข้าสู่ที่คุมขัง แต่นั่นกลับเป็นแผนการของทางแบทแมนและกรมตำรวจเองที่จัดฉากเพื่อล่อโจ๊กเกอร์ออกมา อย่างไรก็ตาม

โจ๊กเกอร์ก็มีแผนรับมือไว้แล้วโดยการจ้างตำรวจเลวในสถานีตำรวจให้ทำการลักพาตัวเดนท์และเรเชล ดอว์ส อดีตคนรักของแบทแมนไปซ่อนไว้ในสถานที่สองแห่ง และอาศัยช่วงที่แบทแมนและตำรวจออกไปช่วยทั้งคู่

ระเบิดสถานีตำรวจหลบหนีออกมาได้ ระหว่างนั้นแบทแมนตกลงจะไปช่วยเรเชล และให้กอร์ดอนไปช่วยเดนท์

แต่กลับพบว่าโจ๊กเกอร์บอกสถานที่สลับกันเพื่อให้เกิดความสับสนต่อแบทแมน โดยทางตำรวจช่วยเรเชลไม่ทันทำให้เธอโดนระเบิดเสียชีวิต ส่วนแบทแมนช่วยเดนท์ออกมาได้

แต่เขาก็ถูกไฟไหม้ซีกซ้ายไป เนื่องจากเปื้อนน้ำมันตอนพยายามจะหลบหนีออกมา

รีวิวหนัง Batman The Dark Knight (2008) แบทแมน อัศวินรัตติกาล

เดนท์ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาร่างกายซีกซ้ายที่ถูกไฟไหม้ แต่เขาก็ปฏิเสธการใช้ยาระงับปวด เพราะต้องการจะรับรู้ความเจ็บปวดของเรเชลที่เสียชีวิตไป และทำให้เดนท์เกิดความแค้นต่อกอร์ดอนที่ช่วยเรเชลออกมาไม่ได้ เมื่อกอร์ดอนมาเยี่ยมเดนท์ เขาได้ให้กอร์ดอนเอ่ยสมญานามของตนเองสมัยที่ยังทำงานกับกรมตำรวจอยู่

ซึ่งกอร์ดอนปฏิเสธแต่ถูกเดนท์คาดคั้น เขาจึงยอมพูดถึงนิสัยต่อหน้าและลับหลังที่ไม่เหมือนกันของเดนท์ออกมา ซึ่งตำรวจคนอื่นเคยเรียกว่าเป็น “ฮาร์วี่ เดนท์ คนสองหน้า” (Two Face) หลังจากกอร์ดอนกลับไปแล้ว โจ๊กเกอร์ก็ได้เข้ามาหาและกล่อมให้เดนท์แก้แค้นคนที่ทำลายชีวิตของตนเองและเรเชลให้สิ้น

จากนั้นจึงระเบิดโรงพยาบาลทิ้ง และออกข่าวว่าได้วางระเบิดไว้ในหลายสถานที่ในก็อตแธมแล้ว ใครที่ไม่อยากตายให้ย้ายออกไปให้หมด และส่งข่าวถึงแบทแมนว่าได้วางระเบิดไว้บนเรือสองลำ

ลำหนึ่งเป็นเรือขนย้ายนักโทษจากเรือนจำ และเรืออีกลำมีประชาชนผู้อพยพ โดยเรือลำไหนที่กดสวิทซ์ระเบิดเรืออีกลำได้ก่อนก็จะรอด

โดยโจ๊กเกอร์มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวเมืองหมดศรัทธาในความดีงามนั่นเอง แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีเรือลำไหนยอมกดระเบิดเลย แบทแมนอาศัยจังหวะที่โจ๊กเกอร์กำลังจะกดสวิทซ์ระเบิดเรือเข้าจับโจ๊กเกอร์ไว้ได้

และพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวเมืองยังมีศรัทธาอยู่ โจ๊กเกอร์กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่าเขาจะเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อของแบทแมนไปตลอดกาล

แต่แบทแมนยังมีภารกิจเหลืออยู่ นั่นคือการตามหาตัวเดนท์ ที่ออกตามแก้แค้นคนที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียของตัวเองทุกคน

และสุดท้ายก็ได้จับลูกๆ ของกอร์ดอนเป็นตัวประกัน โดยในขณะที่เดนท์โยนเหรียญเพื่อตัดสินว่าจะฆ่าหรือไม่ฆ่าลูกของกอร์ดอน แบทแมนได้เข้าแย่งชิงปืนของเดนท์ ทำให้เดนท์ตกจากอาคารเสียชีวิต แบทแมนจึงกำชับกอร์ดอนว่าให้ออกข่าวว่าตนเองเป็นคนฆ่าอาชญากรทั้งหมด รวมถึงเดนท์ด้วย เพื่อไม่ให้อัศวินขี่ม้าขาวอย่างเดนท์ต้องแปดเปื้อน

และให้ประชาชนชาวก็อตแธมยังมีศรัทธาในกฎหมายอยู่ แม้ตนเองจะต้องถูกตามล่าจากตำรวจหรือถูกประชาชนรังเกียจก็ตาม ในฉากสุดท้ายลูกชายของกอร์ดอนถามว่า แบทแมนช่วยชีวิตผู้คนไว้ ทำไมต้องถูกตามล่า

กอร์ดอนจึงตอบว่าแบทแมนคืออัศวินที่ก็อตแธมต้องมี แต่ยังไม่เป็นที่ต้องการ เขาจึงยอมแบกรับความผิดไว้ และจะเฝ้าคอยดูแลเมืองอยู่ในความมืดมิด ในฐานะของ “อัศวินรัตติกาล” (The Dark Knight) ต่อไป

พล็อตเรื่อง

แม้ว่าหนังฮีโร่ส่วนมากมักต้องมีฉากฮีโร่ปะทะกับเหล่าร้าย แต่กับ Batman The Dark Knight นั้น เรียกได้ว่าแทบจะมีฉากแบบนั้นเป็นส่วนน้อย เพราะหนังไปให้เวลากับการเล่าเรื่อง บทสนทนาคมๆ และประเด็นในเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่า

ทำให้ฉากปะทะของ Batman ในเรื่องนี้แทบจะนับได้เลยทีเดียวว่ามีกี่ฉาก แต่แทบทุกฉากที่ออกมานั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นฉากที่น่าจดจำแทบทั้งสิ้น

ดูหนังชนโรง

ในส่วนประเด็นของหนังก็เต็มไปด้วยภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) ต่างๆ ถึงทางเลือกของศีลธรรม ก็เรียกได้ว่าถวายพานไปถึงทุกตัวละครแบบสุดๆ แม้กระทั่งตัว Batman เองก็ยังต้องมีจุดตัดสินใจที่ต้องเลือก จนสูญเสียความเป็นตัวตนฮีโร่ไปได้เหมือนกัน

จุดเด่นและจุดด้อยของหนัง

ในส่วนของการถ่ายทำ นับว่าการถ่ายทำด้วยมุมกล้อง การตัดต่อ ที่ดีมาก ผสานไปกับเสียงดนตรีประกอบ ที่ได้ ฮันส์ ซิมเมอร์ (Hans Zimmer) มาดูแลในส่วนนี้ ทำให้นี้เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่มีองค์ประกอบที่ทำได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง

ครบเครื่องทั้งลีลาฉากแอ็คชั่น และซับซ้อนในด้านบท แม้ในขณะที่คนดูเชื่อว่าเรื่องกำลังจะจบ ก็ยังมีเรื่องต่อให้ลุ้นกันอีกเกือบครึ่งเรื่องเลยทีเดียว

บางคนอาจจะมองว่าหนังดูแล้วรู้สึกเครียด แต่หนังก็สะท้อนให้เห็นถึงโลกจริงๆ ว่ามันมีสิ่งเหล่านี้อยู่ และเราอาจจะต้องการฮีโร่สักคนขึ้นมาจริงๆก็ได้

ดูหนังชนโรง

อีกส่วนที่น่าชื่นชมที่สุดในเรื่องคงหนีไม่พ้น ฮีธ เลดเจอร์ (Heath Ledger) ที่รับบท โจ๊กเกอร์ เอาไว้ และสร้างตำนานความน่าสะพรึง พร้อมทั้งความกดดันที่ส่งผลมาถึงคนดูได้แทบทุกฉาก (จนบางทีก็สงสัยนะว่า หนังผ่านการตรวจสอบจาก Rate R มาได้อย่างไร)

มันเลยเป็นการปะทะกันระหว่างอุดมการณ์กับคนบ้าหนึ่งคนที่ต้องการทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง

จนกลายเป็นว่าตลอดทั้งเรื่องของหนังแทบจะเป็นจุดไคลแม็กซ์ของเรื่องได้ทั้งหมดเลย นับเป็นอีกตำนานหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ยากจะหาหนังเรื่องไหนมาเปรียบเทียบได้จริงๆ

รีวิวหนัง Batman The Dark Knight (2008) แบทแมน อัศวินรัตติกาล บทสรุป

โดยสรุปเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่กึ่งอาชญากรรมที่ดูแล้วสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมตั้งแต่เริ่มเรื่องยันหนังจบ ซึ่งข้อเสียก็คือสำหรับเด็กอาจจะเข้าใจเนื้อหาและเข้าถึงบทพูดของตัวละครต่างๆยากหน่อย เพราะมีการเปรียบเปรยและบทสนทนาที่เข้าใจยากเยอะแยะเต็มไปหมด

ซึ่งถ้าเก็บไม่หมดอาจจะขาดอรรถรสในการชมได้ ซึ่งสำหรับเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่คู่ควรแก่การเสียเวลาดูมาก เพราะมีทั้งเนื้อเรื่องที่เข้มข้น การต่อสู้ที่มีชั้นเชิง

ดูหนังชนโรง

อีกทั้งคุณจะได้เห็นการแสดงที่ทรงพลังของนักแสดงทุกคนในเรื่อง โดยในช่วงท้ายของเรื่องคุณจะได้รู้ว่าสิ่งที่ โจ๊กเกอร์ ทำทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อต้องการพิสูจน์อะไรสักอย่าง ซึ่งในแง่ของภาพยนตร์แล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังฮีโร่ที่หลุดกรอบของหนังแนวปกติไปไกล

เพราะมันลึกกว่าและการต่อสู้ที่ไม่ได้ใช้แค่พละกำลังเข้าว่า แต่เป็นการต่อสู้ด้วยอุดมการณ์และจิตวิทยาต่างๆ ซึ่งผู้กำกับโนแลนได้สร้างลายเซนต์ที่ชัดเจนยากที่ใครจะมาลอกเลียนแบบ โดยที่คนชอบดูหนังแนวนี้ไม่ควรพลาดเด็ดขาด

ความรู้สึกหลังรับชม

หลังจากที่ดูจนจบ หนังที่ยาวกว่าสองชั่วโมงครึ่ง จะพาเราไปพบกับเรื่องราวที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน ที่น่าฉงนสงสัยแต่ดูแล้วกลับสนุก อีกทั้งนักแสดงหลักและนักแสดงสมทบสามารถทำหน้าที่ของตนเองออกมาได้ดีมาก

และเป็นหนังที่เก็บรายละเอียดเรื่องราวของบทสนทนาที่เฉียบขาดมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดวิสัยของหนังซุปเปอร์ฮีโร่ส่วนมาก ที่จะขายความอลังกาลในฉากปะทะกันมากกว่าบทสนทนา ต้องชื่นชมผีมือของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน จริงๆ

รีวิวหนัง Batman The Dark Knight (2008) แบทแมน อัศวินรัตติกาล

ที่สามารถยกระดับหนังซุปเปอร์ฮีโร่ ให้สามารถก้าวเข้าสู่เวทีออสการ์ได้ เพราะหนังเรื่องนี้ชนะรางวัลออสการ์ไปถึง 2 รางวัล จากรางวัลนักแสดงสมทบชายของ ฮีธ เลดเจอร์ และรางวัล Best Sound Editing

ซึ่งก็คือการตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม อีกทั้งยังได้เข้าชิงรางวัลมากถึง 6 รางวัลด้วยกัน ด้วยความยอดเยี่ยมของหนังเรื่องนี้ จึงขอให้คะแนนไปที่ 9.5/10 ไปเลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *